เรามักจะทราบดีว่า อาหารที่ผู้ป่วยโรคหัวใจควรหลีกเลี่ยงคือ อาหารหวาน อาหารที่มีไขมันสูง และอาหารเค็ม ซึ่งอาหารเหล่านี้ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆตามมา และเพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นถึงอันตรายของอาหารต้องห้ามเหล่านี้ เรามีข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอครับ เก็บกระปุกเกลือหรือน้ำปลาไว้ให้ไกลจากโต๊ะอาหาร และไม่เติมเกลือหรือน้ำปลาลงในอาหารก่อนชิมรส - พยายามกินผักและผลไม้หรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แทนผลไม้กระป๋อง หรือของดอง เพราะอาหารจากธรรมชาติมีปริมาณโซเดียมน้อยกว่า
- ลดการบริโภคอาหารแช่แข็ง และอาหารจานด่วนต่างๆ และหันมาทำอาหารเอง เพื่อจำกัดปริมาณโซเดียมในอาหารแต่ละมื้อ
กินหวานทำให้หัวใจไม่แข็งแรง
อาหารหวานและอาหารรสมันเป็นอาหารที่หากกินเข้าไปมากๆ จะทำให้เกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ฟันผุ อีกทั้งการกินหวานเป็นประจำยังทำให้เป็นคนหงุดหงิดง่ายอีกด้วย
นอกจากนั้น อาหารหวานและอาหารมัน ไม่ว่าจะเป็นกะทิ น้ำตาล มีคอเลสเทอรอลสูงและทำให้หัวใจอ่อนแอ โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวานจะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น เพราะเบาหวานทำให้หลอดเลือดแดงทั่วร่างกายเสื่อมสภาพ
ทั้งนี้ อาหารหวานยังทำให้สัดส่วนของคอเลสเทอรอลชนิดเอชดีแอลกับชนิดแอลดีแอลไม่สมดุลกัน ส่งผลให้มีคราบไขมันติดอยู่ในเลือดของเรามากขึ้น อีกทั้งการกินหวานมากๆจะทำให้น้ำตาลในเลือดไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดนานกว่าปกติ ทำให้เซลล์ผนังหลอดเลือดของเราถูกทำลายได้ง่ายขึ้น
ด้วยเหตุนี้อาหารหวาน จึงเป็นอันตรายต่อหัวใจครับ แต่เราก็มีวิธีที่จะลดระดับน้ำตาลในเลือดของเราได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้ - งดน้ำอัดลมและขนมหวานทุกชนิด กินน้ำตาลให้น้อยลง หากหลีกเลี่ยงน้ำตาล หากเลี่ยงไม่ได้ให้ใช้น้ำตาลทรายแดงปรุงอาหาร
- งดผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ละมุด น้อยหน่า และหันมากินผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น มะม่วงดิบ ส้มโอแทน ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่า
กินไขมันสูงเสี่ยงหัวใจวายกะทันหัน
ก่อนที่จะพูดถึงอาหารไขมันสูง เรามาทำความรู้จักไขมันในกระแสเลือดสักเล็กน้อย โดยทั่วไป เราแบ่งไขมันในกระแสเลือดออกเป็น 2 ชนิดดังนี้ 1. คอเลสเทอรอลรวม (Total cholesterol) เกิดจากการรวมกันของคอเลสเทอรอล 2 ชนิดคือ แอล ดี แอล (LDL cholesterol: Low density Lipoprotein) คือคอเลสเทอรอลชนิดที่ ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อ คอเลสเทอรอลชนิดแอล ดี แอล เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และคอเลสเทอรอลชนิดเอช ดี แอล (HDL-C High density Lipoprotein) ซึ่งเป็นคอเลสเทอรอลที่มีความหนาแน่นสูง คอเลสเทอรอลชนิดนี้หากมีอยู่ในกระแสเลือดในระดับสูงมาก อาจทำให้เป็นโรคหัวใจตีบได้ 2. ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น กะทิ ไข่แดง หอยนางรม การกินแป้งขัดขาว เป็นต้น ในคนปกติหากมีไขมันไตรกรีเซอร์ไรด์สูงกว่า 500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจครับ
เวลาที่เรากินอาหารที่มีไขมันสูง คอเลสเทอรอลชนิดแอล ดี แอล ซึ่งสามารถซึมผ่านเซลล์ได้ จะเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือด และไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวจับกันเป็นก้อน เรียกว่า โฟมาเซลล์ (Foam cell) ทั้งนี้หากกระแสเลือดของคนเรามีระดับของคอเลสเทอรอลชนิดแอล ดี แอล สูง (มากกว่า 190 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) จะยิ่งทำให้เกิดการซึมผ่านของคอเลสเทอรอลสู่ชั้นใต้ผนังหลอดเลือดแดง และทำให้เกิดการแตกตัวและปล่อยสารพิษออกมาทำลายผนังหลอดเลือด จนทำให้เกิดการอักเสบ ตีบตัน และปริแตก
เมื่อผนังหลอดเลือดแดงปริแตก เกล็ดเลือดซึ่งอยู่ในกระแสเลือด จะมาเกาะรวมตัวกันที่ผนังหลอดเลือดจนเป็นลิ่มเลือด และไปอุดตันหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน และเสียชีวิตกะทันหันได้
เพื่อเป็นการป้องกัน เรามีวิธีการดูแลตัวเองควบคุมระดับคอเลทเทอรอลในเลือดดังต่อไปนี้ - หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่แดง สมองสัตว์ และอาหารทะเลบางชนิด เช่น หอยนางรม ปลาหมึก เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน เช่นอาหารทอด ผัด เจียว ไปใช้การปรุงอาหารโดยวิธี นึ่ง ต้ม แทน และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยรับประทานผัก และผลไม้ให้มากขึ้น
เค็มไปหัวใจตีบตัน
สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ให้คำแนะนำไว้ว่า ผู้ใหญ่กินเกลือได้ไม่เกินวันละ 6 กรัม (ประมาณ 1 ช้อนชา) แต่คุณเชื่อไหมครับว่า ทุกวันนี้เรากินเกลือกันมากกว่านั้น ทั้งจากขนมขบเคี้ยว อาหารดอง ปลาเค็ม กะปิ น้ำปลา การกินเค็มนอกจากจะทำให้มีโอกาสเป็นความดันโลหิสูง และโรคไตแล้ว ยังนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจตีบได้อีกด้วย กล่าวคือ
หากเรากินอาหารรสเค็มติดต่อกันเป็นเวลานาน โซเดียมจะเข้าไปเกาะที่ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย ซึ่งคอยควบคุมการไหลเข้าออกของเลือด ทำให้มีขนาดหนาขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก อึดอัดในทรวงอก เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจตีบได้
อยากรู้ว่าทำอย่างไร จึงจะลดการกินเกลือลงได้ เรามีข้อแนะนำดีๆมาฝากครับ เก็บกระปุกเกลือหรือน้ำปลาไว้ให้ไกลจากโต๊ะอาหาร และไม่เติมเกลือหรือน้ำปลาลงในอาหารก่อนชิมรส พยายามกินผักและผลไม้หรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แทนผลไม้กระป๋อง หรือของดอง เพราะอาหารจากธรรมชาติมีปริมาณโซเดียมน้อยกว่า ลดการบริโภคอาหารแช่แข็ง และอาหารจานด่วนต่างๆ และหันมาทำอาหารเอง เพื่อจำกัดปริมาณโซเดียมในอาหารแต่ละมื้อ
|
เมื่อ ศ. 06 มิ.ย. 2551 @ 11:36
82 [ลบ]
การที่ผู้ป่วยนั้นดูแลสุขภาพโดยการลด
อาหารคาวหวานที่เสี่ยงต่อโรคแล้วหันมารับประทาน
อาหารที่มีประโยชน์
Tunyarut ( เปรี้ยว )
07/06/2008
เมื่อ ส. 07 มิ.ย. 2551 @ 13:57
91 [ลบ]
เมื่อ พ. 11 มิ.ย. 2551 @ 09:52
105 [ลบ]
จะนำไปปฏิบัติค่ะ
***-อ้อมแอ้ม***-
เมื่อ พ. 11 มิ.ย. 2551 @ 18:37
115 [ลบ]
ทำให้เราได้รู้ว่าอาหารแต่ละอย่างมีโทษและ
ประโยชน์อย่างไร
........... หนอนน้อย.........
เมื่อ ศ. 27 มิ.ย. 2551 @ 10:29
152 [ลบ]
เมื่อ ศ. 27 มิ.ย. 2551 @ 10:40
157 [ลบ]
รู้อย่างนี้แล้วก็จะทานหวานให้น้อยลงค่ะ
เมื่อ ศ. 27 มิ.ย. 2551 @ 10:46
164 [ลบ]
ทำให้ได้รู้จักการทานอาหารที่ถูกต้อง
และมีสุขภาพที่แข็งแรง
..................... สมจิตร.......................
เมื่อ ศ. 27 มิ.ย. 2551 @ 10:55
178 [ลบ]
เมื่อ ศ. 27 มิ.ย. 2551 @ 14:25
189 [ลบ]
มีประโยชน์มากคะ
จะได้นำไปปฏิบัติใช้
เมื่อ อ. 08 ก.ค. 2551 @ 11:28
214 [ลบ]
เมื่อ ส. 12 ก.ค. 2551 @ 13:39
221 [ลบ]
มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากเลยค่ะ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย
เมื่อ จ. 28 ก.ค. 2551 @ 15:00
238 [ลบ]
ทำให้รู้ว่ากินหวานหัวใจไม่แข็งแรง
เมื่อ จ. 28 ก.ค. 2551 @ 15:01
239 [ลบ]
การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพดีนั้นควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ตามข้อมูลของอาจารย์ค่ะ
เมื่อ ศ. 01 ส.ค. 2551 @ 09:49
252 [ลบ]
เมื่อ ศ. 01 ส.ค. 2551 @ 09:49
253 [ลบ]
เมื่อ พ. 06 ส.ค. 2551 @ 09:42
273 [ลบ]
มีประโยชน์มากๆ
อยากรู้ว่า
"ถ้ากินอาหารรสเปรี้ยวจะเป็นโรคอะไร"
เมื่อ ศ. 15 ส.ค. 2551 @ 09:47
281 [ลบ]
อาหารรสเปรี้ยวที่มีรสตามธรรมชาติ เช่น มะนาว มะขามป้อมสดๆ จะให้วิตามิน ซีมาก ช่วยป้องกันได้หลายโรค เช่น โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคมะเร็ง(อาหารที่มีวิตามินซี จะช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดี)
เมื่อ พ. 20 ส.ค. 2551 @ 09:38
282 [ลบ]
จะนำความรู้ที่ได้นำไปปฏิบัติเพื่อให้สุขภาพปลอดภัย
เมื่อ จ. 04 พฤษภาคม 2552 @ 15:27
364 [ลบ]
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ อาจารย์
จาก ศิษธ์เก่าค่ะ
เมื่อ ศ. 12 มิ.ย. 2552 @ 11:29
379 [ลบ]
สามารถรู้วิธีการรับประทานอาหารมากขึ้นคะ
เมื่อ อ. 23 มิ.ย. 2552 @ 13:04
404 [ลบ]
รู้ว่าการกินอาหารควรกินอย่างไรต่อไปจะทำตามที่แนะนำค่ะ
เมื่อ อ. 23 มิ.ย. 2552 @ 13:16
407 [ลบ]
สามารถรู้วิธีรับประทานอาหารมากขึ้น
เมื่อ ศ. 26 มิ.ย. 2552 @ 11:28
409 [ลบ]
เรื่องที่อ่านมานี้ให้ความรู้มากๆเลยค่ะ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการรับประทานอาหารแต่ละวัน เมื่อเราทำเหมือนกับที่เราได้ความรู้นี้แล้วเราคงมีสุขภาพที่ดีและก็แข็งแรงแน่ๆเลยค่ะ
กดที่นี่เพื่อเพิ่มความคิดเห็น
(หน้าต่างใหม่สำหรับให้ความคิดเห็นจะถูกเปิดขึ้น)